โบ้ยประกันภัยยื้อ ขายประกันภัยพิบัติแผ่ว

5 ขาใหญ่ประกันชะลอขายกรมธรรม์ ตั้งเงื่อนขยายรับเสี่ยงภัยไว้เอง 80-95% รอบอร์ดตัดสินใจต้นมิ.ย. แถมค่ายประกันภัยต่างชาติโดดร่วมตัดราคาแข่ง

ประชาสัมพันธ์โดย : ทูเดย์อินชัวร์ดอทคอม ศูนย์รวมประกันภัยรถยนต์มากกว่า 3,000 รายการ,
ประกันภัยรถยนต์ชั้น1, ประกันภัยรถยนต์ชั้น3 ประกันภัยรถยนต์หลากหลายรุ่นให้เลือก

ขณะที่ 50 บริษัทประกันภัยเร่งปรับระบบไอทีเชื่อมต่อ “ไทยรี” ลุ้นยอดขายกระเตื้องมิถุนายน หลังลูกค้ารอต่ออายุกรมธรรม์ ล่าสุดเตรียมขยายซับลิมิตเกิน 50% หวังจูงใจกลุ่มโรงงาน

หลังจากกระทรวงการคลังเปิดกองทุนภัยพิบัติเมื่อเดือนมีนาคม2555 ที่ผ่านมา ปรากฏมีบริษัทประกันวินาศภัยร่วมขายกรมธรรม์ 20 แห่ง จากเบื้องต้นลงนามบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) 61 แห่งภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองภัยพิบัติธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ โดยซื้อประกันอัคคีภัยไว้ก่อนแล้วจึงพ่วงประกันภัยพิบัติเข้าไป อาทิ กลุ่มประชาชนทั่วไป (บ้านพักอาศัย) คิดค่าเบี้ยประกันภัยในอัตรา 0.5% ของทุนประกัน 100,000 บาท หรือเพียง 500 บาท กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีคิดค่าค่าเบี้ยประกันภัยในอัตรา 1% ของทุนประกันภัย หรือ 1,000 บาท และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ คิดเบี้ยประกันภัยที่ 1.25% ของทุนประกัน หรือ 1,250 บาทนั้น

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลการซื้อประกันภัย ภายใต้กองทุนประกันภัยพิบัติ ว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน มีการซื้อประกันภัยแล้ว 276 ราย แยกเป็นประกันภัยสำหรับบ้านและที่อยู่อาศัย 249 ราย ธุรกิจเอสเอ็มอี 24 ราย และภาคอุตสาหกรรม 1 ราย โดยเพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนมีนาคม ที่มีการซื้อประกันภัยแล้ว 244 ราย แบ่งออกเป็นการซื้อประกันภัยภาคครัวเรือน 224 ราย ภาคเอสเอ็มอี 17 รายและอุตสาหกรรม 1 ราย มูลค่า 4.1 ล้านบาท ทุนประกันคุ้มครอง 346 ล้านบาท

ต่อเรื่องนี้ผู้อำนวยการสำนักนโยบายระบบการคุ้มครองผลประโยชน์ทางการเงิน ในฐานะเลขาธิการกองทุนประกันภัยพิบัติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดการซื้อกรมธรรม์ภายใต้กองทุนดังกล่าวยังไม่สูงมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหา 4 สาเหตุหลัก ได้แก่

1. ปัญหาทางด้านเทคนิค จากระบบไอทีของบริษัทประกันภัย 50 แห่ง ที่จะเชื่อมโยงกับระบบหลักของ บมจ. ไทยประกันภัยต่อหรือไทยรี ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้การรายงานข้อมูลยังไม่ครบถ้วน ซึ่งทางบริษัทประกันภัยคาดว่าจะใช้เวลาในการวางระบบแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้

2. ขณะนี้เริ่มพบว่า มีบริษัทประกันภัยรายใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 5 แห่ง ได้แก่ บมจ.กรุงเทพประกันภัย ,บมจ.ทิพยประกันภัย, บมจ.มิตรแท้ประกันภัย, เอซอินชัวรันส์ และแอลเอ็มจี มีความต้องการรับเสี่ยงภัยไว้เองถึง 80-95% สูงกว่าที่กำหนดไว้ภายใต้กองทุนอย่างน้อย 1% เนื่องจากอัตราเบี้ยประกันภัยต่อในต่างประเทศหลังจากตั้งกองทุน เริ่มปรับลดลงต่ำกว่า 5% จากช่วงแรกสูงถึง 16% และปรับลดลงเมื่อรัฐบาลตัดสินใจตั้งกองทุน เหลือ 5-8%

ขณะนี้ทางคณะกรรมการกองทุน ยังไม่ได้อนุมัติ ทำให้บริษัทประกันภัยกลุ่มนี้ ยังไม่ตัดสินใจเริ่มขายกรมธรรม์ประเภทนี้ เพราะยังรอความชัดเจนดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการกองทุน จะหารือเพื่อตัดสินใจ

ภายในต้นเดือนมิถุนายน โดยจะต้องคำนึงถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบต่อกองทุน ซึ่งบริษัทประกันภัยเหล่านี้อาจสามารถเจรจาต่อรองเบี้ยประกันภัยต่อได้ดีกว่า และมีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติในโซนพื้นที่ไม่เสี่ยงเท่านั้น ขณะที่ในพื้นที่เสี่ยงจะให้กองทุนเข้ารับประกันภัย เห็นว่าไม่ยุติธรรม ดังนั้นมีแนวโน้มเป็นไปได้จะพิจารณาให้แค่ไม่เกิน 50%

3. หลังจากคณะกรรมการกองทุนได้อนุมัติ ให้บริษัทประกันภัยสามารถขายกรมธรรม์ในลักษณะดังกล่าวได้ในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราเบี้ยประกันภัยภายใต้กองทุน ขณะนี้พบว่ามีบริษัทประกันภัยหลายแห่ง โดยเฉพาะค่ายต่างประเทศ เริ่มกลับมาขายแข่งขันตัดราคาในตลาดโดยคิดเบี้ยต่ำกว่ากองทุนกำหนด อาทิ บ้านและที่อยู่อาศัย ต่ำกว่า 0.5% เอสเอ็มอี ต่ำกว่า 1.0% และโรงงานอุตสาหกรรม ต่ำกว่า 1.25% และสาเหตุที่4 เป็นช่วงที่กรมธรรม์ฉบับเดิมยังให้ความคุ้มครอง ทำให้ประชาชนยังตัดสินใจซื้อหรือต่ออายุกรมธรรม์ ทั้งนี้ช่วงที่จะมีการต่ออายุกรมธรรม์สูงขึ้นจะเป็นช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคมของทุกปี

ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ ทางคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะนำส่งข้อมูลยอดซื้อกรมธรรม์ภายใต้กองทุน รายงานต่อคณะกรรมการกองทุน ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่สะท้อนตลาดแท้จริงมากที่สุด คาดว่าจะมีจำนวนยอดขายเพิ่มขึ้นถึงหลัก 10,000 กรมธรรม์ สอดคล้องกับเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า หลายบริษัทยังไม่มีความพร้อมเรื่องระบบไอที ที่กำลังเร่งปรับปรุงให้สามารถเชื่อมโยงระบบและขายประกันภัยให้เร็วที่สุด คาดว่าจะเสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยเฉพาะข้อเสนอบริษัทประกันวินาศภัย

เรื่องขอขยายสัดส่วนรับเสี่ยงภัย เร็วๆ นี้ จะมีการเสนอประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการกองทุน โดยการขอขยายดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า การรับประกันภัยในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ปกติแล้ว จากการที่บริษัทประกันภัยกล้ารับประกันภัยมากขึ้น จากเดิมที่ไม่มีบริษัทไหนกล้ารับประกันภัยน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ

ทั้งนี้ ก่อนตั้งกรอบการรับประกันภัยของกองทุน ได้กำหนดให้แต่ละบริษัทรับเสี่ยงภัย 1% เป็นอย่างต่ำ ส่วนอีก 99% ให้ส่งเข้ากองทุนนั้นเป็นเพียงกรอบคร่าวๆ อนาคตเรามองว่าเมื่อทุกอย่างกลับเป็นปกติ บริษัทประกันภัยก็จะขอขยายอัตราการรับเสี่ยงภัยเข้ามาเอง และเป็นไปตามสภาวะตลาด

“ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีเกิดขึ้น คือ 1 การขอขยายสัดส่วนการรับเสี่ยงภัยไว้เอง และ2 อัตราการซื้อกรมธรรม์ไม่สูงอย่างที่คิด เพราะคนเริ่มมีความมั่นใจว่าน้ำจะไม่ท่วม แต่ในมุมกลับกันหากมีการซื้อประกันภัยเข้ามาพร้อมกัน กองทุนก็พร้อมรับในตรงนี้ ทั้ง 2 ข้อที่กล่าวน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี เป็นอีกจุดเปลี่ยนของระบบประกันภัยไทย”

นายกสมาคมประกันวินาศภัย และในฐานะกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้มีข้อถกเถียงอย่างมาก ว่าแต่ละบริษัทมีความสามารถในการรับเสี่ยงภัยที่ไม่เท่ากัน เช่น บริษัทเล็กๆ พร้อมรับเสี่ยงภัยแค่ 1% ขณะที่บริษัทขนาดกลางรับเสี่ยงภัยสูงตั้งแต่ 10-25% ส่วนบริษัทใหญ่ต้องการรับเสี่ยงภัยสูงกว่านี้โดยจะเสนอคณะอนุกรรมการประกันภัย เพื่อเสนอไปยังบอร์ดบริหารกองทุนชุดใหญ่ ให้พิจารณาขยายการรับเสี่ยงภัยของแต่ละบริษัทคาดได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ เช่นเดียวกับกรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท มิตรแท้ประกันภัย จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้กรมธรรม์ประกันภัยที่ขายภายใต้กองทุนยังไม่พร้อม ทำให้บริษัทต้องออกกรมธรรม์ฉบับย่อ หรือ cover note หากครบกำหนดที่ให้ยกเลิกกรมธรรม์แล้ว ก็จะสามารถออกกรมธรรม์ฉบับเต็มได้ทันที

ในเดือนมิถุนายน เพราะที่ผ่านมามาถึงวันนี้ระบบหลายเรื่องยังไม่พร้อม โดยเฉพาะรายละเอียดเงื่อนไขของกรมธรรม์ที่ยังไม่นิ่ง ยังมีการปรับรายละเอียดต่อไปอีก ซึ่งบริษัทได้เสนอขอรับประกันภัยไว้เอง 80% ที่เหลืออีก 20% จะเป็นการส่งเข้ากองทุน หากบอร์ดกองทุนไม่ขัดข้อง บริษัทพร้อมขายกรมธรรม์ผ่านตัวแทนทั่วประเทศ 30,000 คน ส่วนกรณีการขยายวงเงินความรับผิดชอบสูงสูดต่อภัย (ซับลิมิต) เพิ่มเป็นไม่เกิน 50% นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่จากกระแสข่าวที่มีจำนวนโรงงานที่ทำประกันภัยในกองทุนแค่ 1 โรงงานหรือ 1 บริษัทนั้น อาจเป็นเพราะความล่าช้าทำให้โรงงานหันทำประกันภัยกับบริษัทอื่นๆ ไปก่อนแล้ว

นอกจากนี้แต่ละบริษัทมีเครือข่ายการทำประกันภัยเป็นของตัวเองแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องซื้อภายใต้กองทุนก็ได้ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้เสนอให้บริษัทประกันภัยรายงานความคืบหน้าของการขอขยายความคุ้มครองกรณีมีโรงงานอุตสาหกรรมรายใดที่สนใจทำประกันภัยแต่ต้องการขยายซับ ลิมิตเพิ่ม ซึ่งจากเดิมเคยหารือว่าอาจขยายเป็น 30% เป็น 50% ดังนั้นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มโรงงานสนใจเข้ามาซื้อประกันภัยภายใต้กองทุนมากขึ้น ซึ่งความคุ้มครองก็ไม่จำกัดที่ 50% สูงกว่านี้ก็สามารถทำได้

ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทกรุงเทพประกันภัยจำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ล่าสุดบริษัทเริ่มขายกรมธรรม์แล้วแต่รูปแบบยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ได้ชี้แจงไปยังลูกค้าแล้ว คาดเดือนมิถุนายนจะสามารถเปิดขายได้ทันที ตอนนี้บริษัทมีแนวคิดจะขอปรับอัตราเบี้ยประกันภัยเพื่อสะท้อนความเป็นจริง โดยขอปรับลดเบี้ยประกันภัยใช้จูงใจให้มีการทำประกันภัยเพิ่มขึ้น คิดเบี้ยในอัตรา 0.75-1% ปรับลดจาก 1.25% ตามโซนพื้นที่ หากไม่ทำเช่นนี้แล้ว โรงงานต่างๆ อาจมองว่าเบี้ยประกันภัยสูงจนรับไม่ไหว ดังนั้นการขอปรับลดเบี้ยตามเงื่อนไขน่าจะช่วยหนุนให้การทำประกันภัยภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 1 ราย

รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทขายประกันภัยภายใต้กองทุนแล้วถึง 1,200 รายแล้ว ระหว่างนี้บริษัทได้พัฒนาระบบไอที เติมความพร้อมระหว่างรอขายในเดือนมิถุนายน ที่จะเป็นช่วงที่กรมธรรม์เก่าหมดสัญญา คาดว่าหากถึงเดือนมิถุนายน น่าจะมีความชัดเจนในเรื่องยอดกรมธรรม์ว่า จะเพิ่มสูงขึ้นมากหรือไม่ เนื่องจากลูกค้าหลักๆ เป็นกลุ่มบ้านและรายย่อย

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ


หมวดประกันภัยรถยนต์อื่น ที่สามารถเลือกซื้อได้

 วิริยะประกันภัย   กรุงเทพประกันภัย   สินมั่นคงประกันภัย   อาคเนย์ประกันภัย   เมืองไทยประกันภัย 
Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.

ประกันภัยรถยนต์ ง่าย สะดวก ราคาพิเศษคลิกเลย !! ประกันภัยรถยนต์
ออกแบบเว็บไซต์ โดย Smart-Run Co., Ltd.